15 วิธีออมเงิน ฉบับทำตามได้จริง เริ่มอย่างไรให้มีเงินเก็บ

การปรับเปลี่ยนนิสัยการใช้จ่ายอาจดูเป็นเรื่องยากสำหรับหลายคน แต่หากลองนำวิธีออมเงินมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน การมีเงินเก็บก้อนใหญ่ก็ไม่ใช่เรื่องไกลเกินฝัน บทความนี้ได้รวบรวม 15 วิธีออมเงินที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริง ครอบคลุมตั้งแต่แนวทางพื้นฐานไปจนถึงเทคนิคที่ช่วยจัดระเบียบการเงินให้ดีขึ้น เพื่อช่วยให้การเริ่มต้นเก็บเงินเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ง่าย และสามารถต่อยอดไปสู่การสร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว
แนะนำ 15 วิธีออมเงิน ทำตามได้
ใครที่รู้ตัวว่าใช้เงินเก่งและอยากเริ่มต้นจัดระเบียบการเงินใหม่ ลองนำวิธีออมเงินทั้ง 15 ข้อนี้ไปปรับใช้ ซึ่งแต่ละแนวทางถูกออกแบบมาให้ทำตามได้ไม่ยาก คุณสามารถเลือกวิธีที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของตนเอง เพื่อค่อย ๆ สร้างนิสัยการเก็บเงินและเพิ่มความมั่นคงทางการเงินไปทีละก้าว
1. ทำบัญชีรายรับรายจ่าย
การทำบัญชีรายรับรายจ่ายเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้มองเห็นภาพรวมทางการเงินได้ชัดเจนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายประจำ ค่าใช้จ่ายเล็กน้อยในแต่ละวัน หรือรายจ่ายที่เกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ เมื่อข้อมูลถูกบันทึกอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้สามารถวิเคราะห์ได้ว่ามีค่าใช้จ่ายส่วนใดที่สามารถปรับลดได้ และส่วนใดควรคงไว้ วิธีนี้จึงเป็นพื้นฐานสำคัญที่ช่วยเปิดทางให้การออมเงินเกิดขึ้นได้จริงในระยะยาว
2. หักเงินออม 5-10% ก่อนเริ่มใช้จ่าย
หนึ่งในวิธีที่ช่วยสร้างวินัยทางการเงินได้อย่างเป็นระบบคือการกันเงินออมออกตั้งแต่วันที่ได้รับรายได้ โดยอาจเริ่มต้นจากสัดส่วนเล็ก ๆ เช่น 5–10% ของรายรับทั้งหมด แล้วค่อยปรับเพิ่มตามความเหมาะสม วิธีนี้ช่วยลดโอกาสการใช้เงินตามความเคยชิน และทำให้เงินออมถูกจัดลำดับความสำคัญก่อนค่าใช้จ่ายอื่น เมื่อทำอย่างสม่ำเสมอจะเริ่มเห็นเงินเก็บเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้สึกกดดันมากเกินไป
ตัวอย่างการแบ่งเงินเดือนแบบเข้าใจง่าย สำหรับคนมีรายได้ 20,000 บาทต่อเดือน
- หักออมก่อน 10-20% : ประมาณ 2,000 – 4,000 บาท โอนเข้าบัญชีแยก เพื่อลดโอกาสหยิบมาใช้
- ค่าใช้จ่ายจำเป็น 50-60% : ประมาณ 10,000 – 12,000 บาท เช่น ค่าเช่าห้อง ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่าน้ำ ค่าไฟ
- ค่าใช้จ่ายส่วนตัว 20% : ประมาณ 4,000 บาท สำหรับช้อปปิ้ง คาเฟ่ ดูหนัง หรือกิจกรรมพักผ่อน
- เงินสำรองฉุกเฉิน 10% : ประมาณ 2,000 บาท เก็บไว้ใช้เวลารถเสีย เจ็บป่วย หรือมีค่าใช้จ่ายเร่งด่วน

3. ตั้งระบบหักบัญชีอัตโนมัติ ไม่ต้องคิดเยอะ
การตั้งค่าหักบัญชีอัตโนมัติเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยลดภาระในการควบคุมตนเอง เพราะระบบจะทำหน้าที่โอนเงินเข้าบัญชีออมให้ตามวันที่กำหนดโดยไม่ต้องคอยจัดการเองในแต่ละเดือน วิธีนี้เหมาะกับผู้ที่มีตารางชีวิตค่อนข้างแน่นหรือมีแนวโน้มลืมออมเงิน การใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยจะทำให้การออมเป็นเรื่องที่ต่อเนื่องมากขึ้น และช่วยรักษาวินัยทางการเงินได้ในระยะยาว ตัวอย่าง เช่น
- ตั้งโอนเงินเข้าบัญชีเงินเก็บทุกวันที่เงินเดือนเข้า
- หักเข้ากองทุนรวม หรือบัญชีลงทุน DCA อัตโนมัติเดือนละ 1,000 บาท
- ตั้งโอนเข้าบัญชีเงินเที่ยว เงินซื้อของใหญ่ หรือเงินสำรองฉุกเฉินแยกไว้คนละบัญชี
4. กฎเหล็กเจอแบงก์ 50 ห้ามใช้
การกำหนดกติกาเล็ก ๆ ให้กับตัวเอง เช่น การเก็บธนบัตรใบละ 50 บาททุกครั้งที่ได้รับ เป็นวิธีออมเงินที่ช่วยเพิ่มความสนุกและสร้างแรงจูงใจในการเก็บเงินมากขึ้น แม้จำนวนเงินในแต่ละครั้งอาจไม่สูง แต่เมื่อสะสมไปเรื่อย ๆ จะกลายเป็นเงินก้อนที่มองเห็นผลได้ชัดเจน
5. ใช้แอปออมเงิน
ปัจจุบันการออมเงินไม่จำเป็นต้องหยอดกระปุกเหมือนเมื่อก่อน การใช้แอปช่วยออมเงินถือเป็นอีกวิธีที่ช่วยให้เห็นภาพการใช้จ่ายได้ชัดขึ้น เพราะหลายแอปสามารถสรุปรายรับ-รายจ่าย แบ่งหมวดค่าใช้จ่าย และตั้งเป้าหมายการออมได้แบบอัตโนมัติ ทำให้การเก็บเงินเป็นเรื่องง่ายและเข้ากับไลฟ์สไตล์ของคน Gen Y และ Gen Z มากขึ้น
ตัวอย่างแอปช่วยออมเงินที่น่าสนใจ ได้แก่
- Money Lover แอปจัดการการเงินส่วนบุคคลที่ช่วยบันทึกรายรับ-รายจ่าย วางงบประมาณ และเชื่อมต่อบัญชีธนาคารได้ เหมาะกับคนที่อยากเห็นภาพรวมการเงินทั้งหมดในแอปเดียว
- Weple Money แอปสไตล์เรียบง่าย ใช้งานไม่ซับซ้อน มีระบบสรุปรายจ่ายทั้งรายวัน รายสัปดาห์ และรายเดือน พร้อมกราฟวิเคราะห์การใช้เงิน
- Piggipo เหมาะกับสายใช้บัตรเครดิต เพราะช่วยติดตามวงเงิน วันครบกำหนดชำระ และคำนวณค่าใช้จ่ายจากบัตรแต่ละใบ ลดโอกาสจ่ายล่าช้า
6. ตั้งระบบหักบัญชีอัตโนมัติ ไม่ต้องคิดเยอะ
การรวมเงินทุกอย่างไว้ในบัญชีเดียวอาจทำให้เผลอใช้เงินเกินงบ วิธีออมเงินที่ช่วยแก้ปัญหานี้คือการเปิดบัญชีแยกกัน เช่น บัญชีสำหรับค่าใช้จ่ายประจำวัน บัญชีสำหรับเงินฉุกเฉิน และบัญชีสำหรับเก็บออม การแบ่งสัดส่วนแบบนี้จะช่วยให้เงินไม่ปะปนกันและบริหารง่ายขึ้น
7. ฝากประจำสร้างวินัย ได้ดอกเบี้ยดี
การเลือกฝากเงินในรูปแบบฝากประจำเป็นอีกทางเลือกที่ช่วยสร้างวินัยทางการเงิน เพราะมีเงื่อนไขให้ต้องฝากเงินจำนวนเท่ากันในทุกเดือน และไม่สามารถถอนก่อนกำหนดได้ง่าย วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสร้างเงินก้อนในระยะเวลาที่กำหนด พร้อมได้รับผลตอบแทนในรูปแบบดอกเบี้ย ซึ่งช่วยให้การออมมีเป้าหมายที่ชัดเจนมากขึ้น
8. ใช้สูตรช้อปปิงเท่าไหร่ เก็บเงินเท่านั้น
ใครที่ชอบซื้อของ ลองนำวิธีออมเงินสูตรนี้ไปใช้ คือเมื่อจ่ายเงินซื้อของฟุ่มเฟือยไปเท่าไร จะต้องหาเงินมาเก็บออมในจำนวนที่เท่ากัน เช่น ซื้อเสื้อผ้า 500 บาท ก็ต้องนำเงินเข้าบัญชีเงินเก็บอีก 500 บาท วิธีนี้จะช่วยชะลอความอยากซื้อของและทำให้คิดรอบคอบก่อนจ่ายเงิน
9. ลิสต์รายการของที่ต้องซื้อก่อนเข้าซูเปอร์มาร์เก็ต
การเดินเลือกซื้อของโดยไม่มีจุดหมายมักทำให้เราหยิบของที่ไม่จำเป็นติดมือมาเสมอ วิธีออมเงินทางอ้อมคือการจดรายการสินค้าที่ต้องการซื้อให้ชัดเจนก่อนออกจากบ้าน เมื่อไปถึงร้านก็หยิบเฉพาะของที่อยู่ในรายการ ซึ่งจะช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าได้มาก

10. ลดทานข้าวนอกบ้าน เปลี่ยนมาทำอาหารทานเอง
ค่าใช้จ่ายด้านอาหารเป็นหนึ่งในรายจ่ายที่เกิดขึ้นทุกวัน การลดการรับประทานอาหารนอกบ้านและหันมาจัดเตรียมอาหารเองจะช่วยควบคุมงบประมาณได้มากขึ้น นอกจากจะช่วยลดค่าใช้จ่ายแล้ว ยังสามารถเลือกวัตถุดิบและปริมาณได้ตามความเหมาะสม วิธีนี้จึงเป็นการออมเงินทางอ้อมที่เห็นผลได้ชัดเมื่อทำอย่างต่อเนื่อง
11. จัดระเบียบการใช้บัตรเครดิตให้เกิดประโยชน์
บัตรเครดิตสามารถเป็นเครื่องมือทางการเงินที่มีประโยชน์ หากใช้อย่างมีวินัย เช่น การเลือกใช้เพื่อรับสิทธิประโยชน์ที่เหมาะสมตามประเภทบัตร การใช้บัตรเพื่อรับส่วนลดในการใช้จ่าย หรือการนำคะแนนสะสมจากบัตรเครดิตแลกเป็นของที่อยู่ในลิลส์ที่เราต้องการ ทั้งนี้ต้องไม่ลืมชำระยอดเต็มจำนวนภายในระยะเวลาที่กำหนด วิธีนี้ช่วยหลีกเลี่ยงดอกเบี้ยและยังเพิ่มความคุ้มค่าในการใช้จ่าย การเข้าใจเงื่อนไขและวางแผนก่อนใช้จึงเป็นสิ่งสำคัญในการควบคุมการเงินให้สมดุล
12. เก็บเงินตามเลขท้ายสามตัว
วิธีออมเงินแบบสร้างสีสันสำหรับคนที่ชอบตัวเลข ลองนำเลขท้ายสามตัวของสลากกินแบ่งรัฐบาลในแต่ละงวดมาเป็นเป้าหมายในการเก็บเงิน เช่น งวดนี้ออกเลข 456 ก็นำเงิน 456 บาทไปหยอดกระปุก ถือเป็นการสร้างแรงจูงใจในการเก็บออมที่ไม่น่าเบื่อ
13. การเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
สำหรับพนักงานบริษัท การสมัครเข้ากองทุนที่บริษัทจัดตั้งขึ้นเป็นวิธีออมเงินระยะยาวที่น่าสนใจ เพราะนายจ้างจะช่วยสมทบเงินทุนให้เพิ่มอีกส่วนหนึ่ง รูปแบบนี้ช่วยให้พนักงานมีเงินก้อนสำรองไว้ใช้ในวัยเกษียณและยังสามารถนำไปลดหย่อนภาษีประจำปีได้
14. ทำประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์เพื่ออนาคต
วิธีออมเงินรูปแบบนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเก็บหอมรอมริบเงินเป็นก้อนไว้ใช้ในอนาคต แต่ยังให้ความคุ้มครองชีวิตควบคู่กันไป ถือเป็นการสร้างหลักประกันที่มั่นคงให้กับตนเองและคนในครอบครัว หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็ยังมีเงินก้อนสำหรับรองรับค่าใช้จ่ายต่าง ๆ
15. ประเมินความจำเป็นก่อนซื้อของทุกครั้ง
ก่อนตัดสินใจซื้อสิ่งใด การหยุดคิดและประเมินความจำเป็นจะช่วยลดการใช้จ่ายที่ไม่สอดคล้องกับเป้าหมายทางการเงิน วิธีนี้เป็นการฝึกวินัยทางความคิดและช่วยให้การใช้เงินมีเหตุผลมากขึ้น เมื่อทำอย่างต่อเนื่องจะช่วยให้มีเงินเหลือสำหรับการออม และทำให้แผนการเงินในระยะยาวมีความชัดเจนมากขึ้น
สรุปบทความ
การสร้างนิสัยการเก็บออมไม่ใช่เรื่องยากหากเริ่มต้นอย่างถูกวิธีและมีวินัยอย่างสม่ำเสมอ การนำวิธีออมเงินทั้ง 15 ข้อมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันจะช่วยเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายและสร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว สิ่งสำคัญคือการตั้งเป้าหมายที่พอดีกับความสามารถและไม่กดดันตัวเองจนเกินไป เพียงค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปทีละน้อย ก็มีโอกาสสร้างเงินเก็บเพื่อรองรับแผนในอนาคตได้
ในกรณีที่ต้องการบริหารสภาพคล่องทางการเงินเพิ่มเติม CardX มีบริการทางการเงินที่ครอบคลุมผ่านผลิตภัณฑ์สินเชื่อบุคคล สินเชื่อเงินสด และบัตรเครดิต สามารถศึกษารายละเอียด เงื่อนไข และอัตราดอกเบี้ยได้ผ่านแอปพลิเคชัน CardX และเว็บไซต์ www.cardx.co.th โดยควรพิจารณาความจำเป็นและความสามารถในการชำระคืนก่อนตัดสินใจใช้งานทุกครั้ง
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
สูตรเก็บเงิน 50 30 20 คืออะไร
เป็นแนวทางการจัดสรรรายได้ โดยแบ่งรายได้ออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ 50% สำหรับค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน 30% สำหรับซื้อความสุขหรือของที่อยากได้ และ 20% สำหรับเก็บออมเพื่อเป้าหมายในอนาคต
อายุ 30 ควรมีเงินเก็บกี่บาท
ไม่มีตัวเลขที่ตายตัวสำหรับทุกคน เนื่องจากภาระและรายได้ของแต่ละคนแตกต่างกัน แต่โดยหลักการทั่วไปแล้วควรมีเงินสำรองฉุกเฉินอย่างน้อย 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายแต่ละเดือน หรือให้พอใช้ไปอีก 3-6 เดือน เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน หากจัดระเบียบวิธีออมเงินได้ดีก็จะช่วยให้มีเงินสำรองส่วนนี้ครบตามเป้า
เก็บเงิน 10,000 ภายใน 1 เดือน ได้อย่างไร
การตั้งเป้าเก็บเงิน 10,000 บาทใน 1 เดือน สามารถทำได้โดยวางแผนให้เหมาะกับรายรับของตนเอง เช่น แบ่งเงินออมเฉลี่ยวันละประมาณ 300–350 บาท หรือกำหนดเป็นรายสัปดาห์เพื่อให้ยืดหยุ่นมากขึ้น ควรแยกเงินออมออกทันทีเมื่อมีรายได้ และค่อย ๆ ปรับการใช้จ่ายบางส่วนเท่าที่ทำได้ รวมถึงพิจารณาช่องทางเพิ่มรายได้เล็กน้อยหากสะดวก วิธีนี้จะช่วยให้เข้าใกล้เป้าหมายได้โดยไม่รู้สึกกดดันจนเกินไป
บัตรเครดิต : ใช้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี
กรณีเบิกถอนเงินสดล่วงหน้าจากบัตรเครดิตจะต้องชำระค่าธรรมเนียมและเสียดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่เบิกถอน
บัตรสินเชื่อ บัตรกดเงินสด และสินเชื่อส่วนบุคคล : กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว อัตราดอกเบี้ย 25% ต่อปี



